เซลส์นอกตำรา

เซลส์นอกตำรา

star-blank star-blank star-blank star-blank star-blank

เซลส์นอกตำรา-หน้าปก-ookbee ดาวน์โหลดแอป

เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

บทนำ เริ่มเดิมทีผมแทบไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำอาชีพนี้เลยแม้แต่น้อย ภาพเซลส์แมนที่อยู่ในหัวผมเป็นมนุษย์ที่น่ารังเกียจ มันดูเป็นอาชีพที่ไม่เท่ห์ และคูล ในสายตาเด็กจบโทเมืองนอกอย่างผมเอาเสียเลย แต่จับพลัดจับผลู ผมก็ต้องมาทำงานในตำแหน่งนี้เข้าจนได้ เข้าทำนอง “เกลียดยังไง ได้อย่างนั้น” ผมมาทำงานนี้ได้ยังไงน่ะเหรอ คงเป็นคำถามที่ต้องตอบ ตอบแบบง่ายๆ เพราะที่บ้านค้าขายอะไรแบบนี้ แล้วเราก็ต้องรับภาระมาทำต่อก็แค่นั้น แต่ถ้าให้ตอบแบบจริงๆ ก็อาจจะเพราะว่าผมสงสารพ่อแม่ในวัยเกือบหกสิบที่ยังคงต้องเป็น “มนุษย์ที่น่ารังเกียจ” ในสายตาของผม ลองคิดภาพดูว่าผู้หญิงในวัยใกล้เกษียณอย่างแม่ผม (แม่ทำงานเป็นเซลส์ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด ขณะที่พ่ออยู่หลังบ้านคอยบริหาร หาของมาขาย คุมสต็อก) ยังต้องขับรถวันนึงประมาณ 100 กิโล เข้าไปตามโรงงาน สวัสดีทักทาย “เฮียคะ (คุณขา) มีอะไรให้ดิฉันรับใช้ดีคะวันนี้” ผมเห็นภาพแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก บางวันที่แม่หรือพ่อติดธุระ และต้องลากผมไปด้วย แกมักจะให้ผมรอที่รถและบอกว่า “รออยู่ในนี้นะลูก ร้อนก็เปิดแอร์” แล้วแกก็จะหายแว๊บไปในโรงงาน ยาวนานมากน้อยแตกต่างกัน บางที่ก็นานเกือบชั่วโมง ขณะที่บางที่สั้นเพียงไม่ถึง 15 นาที ผมเคยสงสัยว่าเค้าไปคุยอะไรกัน แต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะกลัวจะยาว ที่สำคัญกลัวพ่อแม่จะหลงคิดว่า เราสนใจ (ฮะฮ่า) ประสบการณ์ติดรถแม่ไปขายของตามโรงงานเป็นวันเลวร้ายในชีวิตวัยเด็กของผมเพราะมันทั้งน่าเบื่อและไม่มีอะไรให้ทำ คุณก็ลองนึกภาพสมัยที่ไม่มีสมาร์ทโฟนให้เล่นนู่นนี่ดูละกัน การนั่งเฉยๆ แค่ 5 นาที มันช่างแสนยาวนานเหลือเกินสำหรับเด็กคนนึง นอกจากจะต้องนั่งรถยาวเกือบร้อยโลแล้ว ผมยังต้องฟังวิทยุที่เด็กไม่อยากฟัง เช่น รายการที่มีคนโทรมาให้ผู้ดำเนินรายการด่า รายงานข่าวเศรษฐกิจ ฯลฯ แต่ดูเหมือนว่าแม่จะชอบงานแบบนี้ และก็รู้ลึกๆ ว่าผมไม่ชอบงานทำนองนี้อยู่เหมือนกัน แกจึงไม่เคยบีบบังคับ หรือร้องขอให้ผมทำอะไรในบริษัทเลยแม้แต่น้อย มีก็แต่พ่อผมที่ชอบบอกเป็นนัยทำนองว่า “อยากเรียนอะไรก็เรียน แต่ก็อย่าหวังมากว่าจะได้ทำงานตรงสายงานที่เรียนนะ” “หึหึ” (ผมรู้นะ ป๊าหมายถึงอะไร) เป็นสิ่งที่ผมนึกในใจทุกครั้งเวลาได้ยินคำพูดทำนองนี้และก็ได้แต่เงียบไม่ตอบคำ แน่ล่ะสายอาชีพที่ผมเลือกเรียน มันก็ช่างดูห่างไกลกับอาชีพพ่อกับแม่ซะเหลือเกิน ผมคิดว่าการเลือกเรียน สถาปัตย์ พ่วงด้วยชื่อของมหาลัยชื่อดัง คงผลักให้ผมห่างไกลกับอาชีพนี้มาพอสมควรและคิดว่าคงมีสายงานรองรับทำไปจนแก่น่ะแหละ คิดปลอบใจตัวเองว่าให้น้องมันทำก็แล้วกัน แต่แล้วด้วยความสงสาร หรือโชคชะตาอย่างไรไม่ทราบ ผมก็เดินเข้าไปบอกพ่อหลังจากเรียนจบโทว่า “เก็บเก้าอี้ไว้ให้ซักตัว เดี๋ยวจะเข้าไปช่วย” ผมคิดว่าพ่อแม่คงดีใจที่แกได้คนที่ไว้ใจได้มาทำงานแทนแกเสียที แต่พ่อเคยมาเฉลยทีหลังว่า แกคิดว่าตอนผมมาบอกว่าจะมาทำ แกคิดว่าผมไม่น่าจะทำได้ ก็แหงล่ะ ผมไม่เคยคิดว่าพ่อดูถูกผมแม้แต่น้อย เพราะตัวผมเองก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าสนใจ หรือฉายแววของการเป็นเซลส์แมนแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น โปรดักส์ที่กิจการบ้านผมขาย ยังเป็นของประเภทที่ว่า เวลาเอ่ยชื่อไปคนยังต้องถามว่า “อะไรนะ ขออีกที” อีกต่างหาก อยากรู้ใช่มั๊ยว่าคืออะไร.... จาระบี ครับ บ้านผมขายของประเภทจาระบีและก็น้ำมันให้โรงงานอุตสาหกรรมมานานเกือบจะสามสิบปี (พอๆกับอายุผมน่ะแหละ ) เห็นมั๊ยล่ะครับว่า ไอของประเภทนี้มันช่างดูห่างไกลกับชีวิตประจำวันของคนปกติทั่วไปเหลือเกิน แม้กระทั่งผมเองที่เห็นมันมาตั้งแต่เล็กๆ ยังไม่รู้เลยว่ามันเอาไปทำอะไรวะ ไอเนยมัสตาร์ดที่อยู่ในถังเนี่ย ก็ในเมื่อยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร และเอาไว้ใช้ทำอะไร มันก็ไม่น่าจะผิดที่พ่อมองว่า ผมไม่น่าจะทำได้ แต่ในเมื่อลูกแท้ๆ บอกว่าจะมาทำ แกก็คงอดไม่ได้ที่จะปฎิเสธ แถมยังยัดตำแหน่งที่คิดว่า ผมน่าจะสะบัดตูดหนีไปเร็วที่สุดอย่างเซลส์มาให้ จริงๆ จะว่าไปออฟฟิศของพ่อก็ไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร มีพนักงานไม่ถึงสิบคน (รวมแม่บ้านด้วยนะ) คงจะไม่มีงานอะไรว่างให้ผมทำหรอก นอกจากให้มันไปวิ่งเซลส์ แล้วชีวิตเซลส์นอกตำราของผมก็เริ่มต้นขึ้นด้วยประการฉะนี้แหละ


หมวดหมู่
เรื่องจริง
สำนักพิมพ์
lllpakornlll
ประเภท
PDF
ราคาหน้าปก
฿189
ISBN
N/A
จำนวนหน้าดิจิตอล
251 หน้า
วันที่เปิดขาย
26 March 2019
ประเทศ
Thailand
ภาษา
Thai